โลกปัจจุบันเป็นโลกแห่งยุคโลกาภิวัฒน์  ที่เทคโนโลยีนำไปไกลอย่างก้าวกระโดด  จนปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคนี้  เป็นยุคทองแห่งไอที และเทคโนโลยีด้านสารสนเทศ  โดยเฉพาะการพัฒนาด้านสื่อสารสังคมออนไลน์  ซึ่งเข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อชีวิตมนุษย์  จนทำให้เกิดนิสัยพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่เรียกกันว่า  "เซลฟี่" (selfie) 

mobile-intheclassroom

               เซลฟี่ (selfie)  เป็นคำทีเพิ่งถูกนิยมขึ้นมาใหม่  หมายถึง ผู้ที่ถ่ายรูปตัวเองด้วยกิริยา ท่าทางต่าง ๆ ผ่านทางมือถือสมาร์ทโฟน หรือเว็บแคม  และนำไปโพสท์เผยแพร่บนเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง เฟสบุ๊ค (Facebook)  อินสตาแกรม (Instagram) หรือไลน์ (Line) ฯลฯ  เพื่อหวังให้เพื่อนในสังคมออนไลน์รับรู้  กดไลค์  หรือแสดงความคิดเห็นในรูปภาพ

06

               คำว่า "Selfie"  มีรากคำมาจาก self (ตัวเอง)  โดยมีการเพิ่มใส่  ie  เข้าไป  ตามแบบฉบับภาษาอังกฤษของออสเตรเลีย  เช่น  Aussie (คนออสเตรเลีย)  footie   (หมายถึงออสเตรเลียนฟุตบอล)   ซึ่งที่มาของ คำว่า เซลฟี่นี้ ว่ากันว่าปรากฎใน Australian online forum ในปี 2002  ซึ่งมีคนออสเตรเลียได้โพสท์รูปที่ตนเองได้หกล้มปากกระแทกพื้น  และปากถูกเจาะเป็นรู  โดยได้เขียนบรรยายใต้รูปภาพนั้นว่า 'And sorry about the focus, it was a selfie'

03

               ต่อมาจึงมีคนนำเอาคำว่า เซลฟี่นี้ไปใช้กันอย่างแพร่หลาย   โดยในระยะเวลาสิบสองเดือนมีการใช้เพิ่มขึ้นถึง 17000%   จนพจนานุกรมภาษาอังกฤษออกซ์ฟอร์ด (Oxford  Dictionary)  ประกาศให้คำว่า เซลฟี่  เป็น Word of The Year  หรือคำใหม่มาแรงที่สุดในปี 2556 

02

               ดังนั้นจึงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า  ยุคนี้นิยมการถ่ายภาพตนเองกันกันมากแค่ไหน  แต่หากจะวิเคราะห์เรื่องการถ่ายภาพตนเองนั้น  พบว่า  มนุษย์เราตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้วที่มีความรู้สึกอยากเห็นหน้าตนเอง  เริ่มตั้งแต่มีการนำหินและโลหะขัดเงามาทำเป็นกระจก  หรืออย่างในสมัยอยุธยา  ซึ่งกระจกถือเป็นของที่มีค่าอย่างยิ่ง  โดยมีการนำเข้าจากต่างประเทศ ที่ถือเป็นของมีค่าและหายาก 

               จนเวลาผ่านไปเทคโนโลยีได้พัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น  ทำให้มีการประดิษฐ์กล้องถ่ายรูป  แต่ในสมัยก่อน เป็นการถ่ายรูปอัดลงฟิล์ม  ซึ่งมีการเสียค่าอัดภาพ    แตกต่างกับปัจจุบัน ที่ต้นทุนการอัดภาพลดน้อยลงไปมาก   เราถ่ายรูปแล้วก็สามารถเห็นได้ทันที  หากไม่ชอบใจก็สามารถปรับแต่งหรือลบภาพนั้น ๆ ได้

05

               นอกจากนี้เทคโนโลยีการถ่ายภาพในปัจจุบัน  ยังทำให้เราสามารถควบคุมภาพลักษณ์ตนเองในโลกสังคมออนไลน์ได้  เช่น  โพสท์รูปที่อยากโพสท์  แต่งรูป ลบรูป ซ่อนรูป  ได้อย่างอิสระ  ในมุมมองที่เราอยากให้ผู้อื่นเห็น  จึงไม่แปลกที่พฤติกรรมการถ่ายรูปตนเองอย่างเซลฟี่  จะแพร่หลายอย่างมากในสังคมยุคปัจจุบัน  จนกลายเป็นวัฒนธรรมหนึ่งในสังคมยุคดิจิตอลไปแล้ว 

Image

               แต่ในขณะเดียวกัน  รู้หรือไม่คะว่า  พฤติกรรมเซลฟี่นี้ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตในอนาคตอย่างคาดไม่ถึง  โดยเฉพาะด้านความมั่นใจและความเชื่อมั่นในตนเอง !!

               โดยนักจิตวิทยาในสหรัฐอเมริกา  ได้แสดงความเห็นว่า  เซลฟี่  สามารถกัดกร่อนความมั่นใจและความภาคภูมิใจในตนเองได้

               หากรูปที่ถ่ายและเผยแพร่แชร์ออกไปต้องการหรือคาดหวังการตอบรับจากสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก  เช่น  โพสต์รูปแล้วต้องการการยอดไลค์  หรือคาดหวังการตอบรับว่าจะมีผู้เข้ามาชม เข้ามาดู  หรือแสดงความคิดเห็น  ซึ่งหากไม่ได้เป็นอย่างที่ตนเองก็ต้องการ  ก็จะเกิดความรู้สึกเสียใจ  ขาดความมั่นใจ  ซึ่งหากมีการสะสมนาน ๆ ไปอาจทำให้กลายเป็นคนมีทัศนคติด้านลบแก่ตนเอง    ซึ่งเป็นลักษณะของ  “Low Self Esteem”  หรือความเคารพในตนเองต่ำ  จนเรียกได้ว่า เกิดอาการเสพติดสื่อสังคมออนไลน์อย่างหนัก  ซึ่งถือปัจจุบันเป็นโรคอย่างหนึ่ง 

04

               นอกจากนี้ยังมีผลวิจัยจากประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาได้สรุปว่า  “คนที่ถ่ายรูปเซลฟี่ขึ้นเฟสบุ๊ค  บ่อย ๆ มีแนวโน้มจะถูกคนรังเกียจและแสดงออกว่าตัวเองมีปมด้อยในใจ”  อีกด้วย

01

               ทั้งนี้นักวิจัยได้วิเคราะห์ว่า  เป็นปกติธรรมดาของมนุษย์ที่อยากจะโพสท์รูปที่ตนเองสวยและดูดีที่สุด  แต่มนุษย์เกิดมาโดยมีสัญชาติของการแข่งขัน  ดังนั้น   จึงไม่ชอบเห็นรูปใครสวยกว่า  เด่นกว่า  ดีกว่าตนเอง  รวมถึงความรู้สึกรำคาญเมื่อเห็นผู้อื่นโพสท์รูปภาพแชร์บ่อย ๆ อีกด้วย

420

               ดังนั้นสิ่งสำคัญที่จะป้องกันการเสพติดเซลฟี่และสื่อสังคมออนไลน์ นั่นคือ  “ต้องรู้จักความพอดี”  คือรู้จักเซลฟี่แต่พอดี  หัดใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง  อย่าเสพติดสื่อ เทคโนโลยีมากเกินความจำเป็น  รู้สึกพอใจในสิ่งที่ตนเองมี  มีความอดทน  เคารพและศรัทธาในตนเอง   รวมถึงความกล้าเผชิญต่อความจริงและทำในสิ่งที่เหมาะสม    เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถใช้ชีวิตไปกับเทคโนโลยีได้อย่างมีความสุขค่ะ

               เทคโนโลยีจะมีประโยชน์กับเราอย่างสูงสุด  ก็ต่อเมื่อเราใช้มันไปในทางที่ถูกควรที่ควรนะคะ ^^

 

 

 

 

อ้างอิง
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ : http://www.thaihealth.or.th/
สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า : http://thaipublica.org/
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=898349