ที่นี่เมืองไทย ที่หลายคนยังไม่รู้จัก

 


กระทู้นี้ผมตั้งขึ้นมาเพื่อเชิญชวนเพื่อนสมาชิกร่วมเล่าประสบการณ์หรือแสดงความคิดเห็น เฉพาะในสิ่งดีงามที่เกิดขึ้นในเมืองไทยของเรา เรื่องราวทั้งในอดีตและปัจจุบันที่เกี่ยวกับชีวิตผู้คน วัฒนธรรม ประเพณี สังคม หรือ สิ่งดีงามอื่นๆ ที่คิดว่าเพื่อนสมาชิกอีกหลายคนยังไม่รู้จัก หรือไม่เคยรู้ว่าเมืองไทยของเรา สังคมของเราเป็นสังคมที่มีความรักใคร่ปรองดองและเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและน่าจรรโลงไว้อย่างยิ่ง ภาพขาว-ดำทางซ้ายมือเปรียบเที่ยบกับภาพสีทางขวามือ เป็นภาพที่ถ่ายจากอดีตถึงปัจจุบัน ในช่วงเวลาที่ต่างกันราว 100 ปี ที่เห็นคือภาพพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา มีสิ่งดีงามเกิดขึ้นมากมายในสังคมของเรา ที่ผมใคร่เชิญชวนที่ผู้รู้เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เฉพาะในสิ่งดีงาม สมานสามัคคีซึ่งกันและกัน 

15 ก.ย. 2551 02:54
163 ความเห็น
188153 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1 โดย แขชนะ


ผมเกิดที่บ้านริมคลองคูเมืองซึ่งเป็นเขตกั้นเกาะรัตนโกสินทร์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า คลองหลอด บริเวณวัดราชบพิธ ดังภาพที่เห็น ภาพทั้งสองนี้ถ่ายต่างกันราว 100 ปี ผมเกิดราวกึ่งกลางของช่วงเวลาทั้งสอง สมัยเด็กๆเท่าที่จำความได้ พ่อและแม่พามาเดินเล่นบริเวณคลองหลอดเสมอ สมัยนั้นน้ำยังใสมาก เห็นพวกพี่มาว่ายน้ำเล่น ดูมีความสุขมาก ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส เวลาเดินไปไหนพบปะผู้คนที่รู้จักก็มักทักทายกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
ฝั่งตรงข้ามคลองหลอดเป็นบริเวณวังสราญรมย์ วันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี บริเวณนี้จะมีงานที่เรียกว่า งานวชิราวุธานุสรณ์ (วันเสด็จสวรรณคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) คล้ายๆงานกาชาดสมัยนี้ มีการออกร้านรวงมากมาย ผู้คนมาเที่ยวกันอย่างคึกคัก จำได้ว่าอากาศสมัยก่อนนี้หนาวมาก แม่ต้องต้มน้ำร้อนให้อาบและสวมเสื้อกันหนาวหลายชั้น เป็นโอกาสที่ผู้คนจะสวมเสื้อกันหนาวสวยๆออกมาเดินเล่นกัน ช่างเป็นช่วงที่มีความสุขอย่างไม่เคยลืมเลือน


ห่างจากที่ผมเกิดออกไปไม่ไกลนัก บริเวณริมเกาะรัตนโกสินทร์เช่นเดียวกัน แถวๆ ป้อมมหากาฬ ใกล้กับภูเขาทอง ในเวลาไร่เรี่ยกับที่ผมเกิด เพื่อนรักของผมคนหนึ่งก็เกิดที่นี่ เรารู้จักกันมานานกว่า 50 ปีแล้ว เริ่มเรียนหนังสือตั้งแต่ชั้นอนุบาลมาด้วยกัน หลายท่านคงรู้จักเพื่อนผมคนนี้แล้ว อาจารย์นิรันดร์ของเรานี่ไงครับ หลังกำแพงป้อมมหากาฬที่เห็นในรูปนี่แหละครับเป็นที่นี่อาจารย์นิรันดร์เกิด (ภาพที่เห็นถ่ายช่วงเวลาต่างกันราว 100 ปีเช่นกัน) แต่ก็เกือบตายที่นี่ตอนเป็นเด็กเพราะเป็นปอดบวม อาจารย์นิรันดร์มาเล่าต่อดีกว่าว่ามีอะไรน่าสนใจที่เป็นสิ่งดีงามในสังคมของเรา

------------------------


ผมอยู่แถววัดราชบพิธได้ราว 3 ปีเราก็ย้ายบ้านมาอยู่แถวยศเส ใกล้ๆกับสี่แยกแม้นศรี เป็นที่ตั้งของการประปานครหลวง ดังภาพที่เห็น ช่วงเวลาต่างกันราว 100 ปีเช่นกัน เวลาพ่อขับรถไปไหนผมก็มักจะติดรถออกไปเที่ยวด้วย เวลากลับบ้านเราจะต้องผ่านการประปานครหลวงนี้เสมอ จะสังเกตเห็นว่าช่วง 100 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ในสมัย 100 ปีที่แล้ว ตรงกลางสี่แยกจะมีป้อมสำหรับให้ตำรวจจราจรไปยืนโบกรถ ผมยังจำได้ว่าตอนผมเด็กๆราว 50 ปีก่อน ก็ยังมีป้อมให้ตำรวจยืนโบกรถ แต่ไม่มีหลังคากันแดดแบบสมัย 100 ปีก่อน เป็นแต่เพียงแท่นให้ยืนเฉยๆ เคยถ่ายรูปไว้อยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังหาไม่เจอ เอาไว้เจอแล้วจะเอามาให้ดูกันครับ


ผมยังคงไปๆมาๆระหว่างบ้านเก่ากับบ้านใหม่สมัยเด็ก แม่พาไปเดินเล่นแถวบ้านหม้อบ่อยๆ เพราะพ่อทำงานแถวๆนั้น ตอนเรียนหนังสือชั้น ป.4 มีเพื่อนนักเรียนรุ่นพี่สอนให้ทำวิทยุแร่ฟังเล่น และแนะให้ไปซื้ออุปกรณ์ที่ร้าน "ช.ชัยขนะ" ซึ่งอยู่ตรงสี่แยกบ้านหม้อ ที่เห็นอยู่ในรูป (บริเวณฝั่งซ้ายมือของสี่แยก) รูป 100 ปีก่อนทางซ้ายจะเห็นผู้คนยังคงแต่งตัวชุดราชปะแตน สวมถุงน่องรองเท้า แถมยังมี "รถเจ๊ก" ให้เห็นอยู่เหมือนกัน



15 ก.ย. 2551 03:20


ความคิดเห็นที่ 5 โดย แขชนะ

สมัยที่ผมเรียนชั้นประถมศึกษา มีหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งผมคิดว่าดีมาก ทั้งในแง่ฝึกการอ่านภาษาไทย อีกทั้งยังแฝงสาระคำสอนต่างๆตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว หนังสือเล่มนั้นคือเรื่อง "นกกางเขน" สมัยนี้ทำได้ดีกว่าสมัยก่อนมากคือทำเป็นแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ นับว่าเป็นหนังสือที่ "Classic " มาก ท่านที่สนใจเข้ามาดูได้ที่นี่เลยครับ http://techno.obec.go.th/content/NokKangKhean/index.htm

15 ก.ย. 2551 04:57


ความคิดเห็นที่ 6 โดย NpEducate

กระทู้นี้ ที่นี่เมืองไทย ที่แท้จริง  ไม่มีการเมืองเรื่องยุ่งเข้ามเกี่ยวข้อง
ผมเป็นเด็กใหม่รุ่นหลัง และเป็นเด็กบ้านนอก
เคยอ่านหนังสือต่างๆ เช่น 

แสนเสียดายนันทาที่น่ารัก
มีสระแห่งหนึ่งไม่นู้จะกว้างใหญ่นัก
แมวเลี้ยงลูกกระรอก
ลูกวัวสามตัว
เจ้าเสือ เจ้าโต
ลูกแมวกินกุ้งเค็ม
(จำชื่อเรื่องไม่ได้)
แต่ละเรื่อง อ่านอย่างน้อย 3 วันกว่าจะจบ จับใจความได้บ้างไม่ได้บ้าง
เรื่องนกกางเขน กว่าจะอ่านจบก็ใช้เวลา 1  เทอม
เรื่องที่ประทับใจ คือ แมวสีสวาด

(ขอแจมเพื่อเป็นกำลังใจให้เขียนค่อ และให้ทราบว่า กระทู้ของท่าน มีคนติดตามอ่านอยู่)

15 ก.ย. 2551 11:54


ความคิดเห็นที่ 7 โดย แขชนะ

สมัยเด็กผมเรียนวิชาวรรณคดีไทยด้วยความสนุกสนาน มีบทอาขยาน http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99 ต่างๆให้อ่านและท่องจำ ซึ่งผู้คนสมัยใหม่อาจเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่จำเป็นต้องท่องจำ แบบนกแก้วนกขุนทอง หารู้ไม่ว่าสมองของเรานั้นมีศักยภาพสูงสามารถจดจำสิ่งต่างๆได้อีกมาก โดยทั่วไปเราใช้เพียงแค่ 2 % ของความจุสมองที่เรามีอยู่ แล้วยังไม่ใช้ให้คุ้มค่า สิ่งที่ผมได้จากการท่องจำจากอดีตนั้นมันเป็นเสมือน ศักยภาพที่แฝงในสมองโดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อใดก็ตามที่มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น สมองก็จะขุดเอาเรื่องราวเก่าๆออกมาปะติดปะต่อเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างสรรค์งานใหม่ๆออกมาอย่างมากมาย ต่างจากคนที่ไม่ค่อยจำอะไร แล้วอ้างว่าต้องเรียนด้วยความเข้าใจ ผมเองก็งงมากว่า ถ้าไม่ใช้สมองจำแล้วมันจะเข้าใจได้อย่างไร

ถ้าจำไม่ผิด พระอภัยมณีเป็นโอรสของกษัตริย์ครองกรุงที่ใหญ่โต......

อันกรุงไกรใหญ่ยาวสิบเก้าโยชน์
ภูเขาโขดเป็นกำแพงบุรีศรี
......

ตอนแรกก็สงสัยว่ามันจะใหญ่โตเพียงใดหนอ เพราะในชีวิตประจำวันของเราก็ใช้มาตรวัดแบบของฝรั่งมังค่า เป็น เมตร เป็นฟุต แต่ไอ้เป็นโยชน์นี่มันอะไรหนอ

ความจริงแล้วคนไทยเราก็มีมาตรวัดของไทยเรามานานแล้ว แต่เราก็ไม่ค่อยภูมิใจคุณค่าของเราเท่าไร นิยมฝรั่งมากกว่า มาตรวัดของไทยคือ
12 นิ้วเป็น 1 คืบ
2 คืบ เป็น 1 ศอก
4 ศอกเป็น 1 วา
20 วา เป็น 1 เส้น
400 เส้น เป็น 1 โยชน์

เวลาเราซื้อขายที่ดินเรายังพูดกันเป็น ตารางวา เหมือนกัน แต่เพื่อให้คุยกันคนได้ทั่วโลกเราจึงจำเป็นต้องใช้มาตรวัดสากล
จะหนังสือพระทั่วๆไป พระพุทธองค์เปรียบเทียบระยะทางไว้เหมือนกันโดยเทียบได้ว่า 1 โยชน์นั้น คือ 16 กิโลเมตร ดังนั้น
1 เส้นจะเท่ากับ 40 เมตร
1 วาจะเท่ากับ 2 เมตร
1 ศอกจะเท่ากับ 50 เซนติเมตร
1 คืบจะเท่ากับ 20 เซนติเมตร (ผิด)
1 นิ้วจะเท่ากับ 1.6 เซนติเมตร

มันก็แลดูสมเหตุสมผลดีอยู่เหมือนกัน ดังนั้นกรุงที่เสด็จพ่อของพระอภัยมณีประทับนั้นยาวถึง 304 กิโลเมตร!
-------------------------------------------------------------------------------

1 ศอกจะเท่ากับ 50 เซนติเมตร
1 ศอกเท่ากับ 2 คืบ
1 คืบน่าจะเท่ากับ 25 เซนติเมตร หรือเปล่าครับ{#emotions_dlg.a2}

สิง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS

อ้อ! จริงด้วย ผมรู้สึกมึนๆ เลยคิดเลขผิดไป ขอบคุณ คุณสิงมากครับ

1 คืบน่าจะเท่ากับ 25 เซนติเมตร
ดังนั้น 1 นิ้วจะประมาณ 2 เซนติเมตร


15 ก.ย. 2551 16:18


ความคิดเห็นที่ 8 โดย ครูไผ่

แสดงว่านิ้วไทย เล็กกว่า นิ้วฝรั่ง 

เนื่องจากคนไทยใช้มือ แต่ฝรั่งใช้เท้า 

คนไทยใช้คืบ แต่ฝรั่งใช้ฟุต (เท้า)

15 ก.ย. 2551 17:43


ความคิดเห็นที่ 9 โดย แขชนะ


ปัจจุบันนี้ เราจะเห็นได้จากสื่อต่างๆว่าคนไทยนิยมชมชอบวัฒนธรรมต่างชาติมาก เช่นเวลาร้องเพลงก็จะออกเสียงภาษาไทยไม่ชัด กระเดียดไปทางภาษาต่างประเทศ มีจำนวนมากที่นิยมเกาหลี ถึงขนาดมีชื่อไทยดีๆเพราะๆไม่เอา อยากตั้งชื่อเป็นเกาหลี กระทู้ต่างๆในวิชาการ.คอมก็มีให้เห็นมากมาย ผมไม่เห็นว่าคนเกาหลีเขาจะมาใช้ชื่อไทยบ้างเลย เราเองยังไม่เห็นค่าของเราแล้วจะให้ใครเขามาชื่นชม วัฒนธรรมที่บริโภคเซ็กซ์ของตะวันตกระบาดทั่วทั้งประเทศ ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาอีกมากมาย ภาษาไทยที่เป็นสิ่งที่แสดงถึงอารยธรรมชั้นสูง คนรุ่นใหม่ก็ไม่สนใจ มุ่งจะทำให้มันวิบัติไปในทันที หาดูตัวอย่างได้ไม่ยากในวิชาการ.คอมนี้

จะมีสักกี่คนหนอที่รู้ที่มาที่ไปของคนไทยเราว่าเป็นมาอย่างไร มีการพัฒนาทางวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามอย่างยาวนานมาอย่างไร

ผมอยากจะแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งที่คนไทยควรอ่าน ชื่อ "ชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ : บรรพชนคนไทยในอุษาคเนย์" ของอาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน

เราจะได้รู้ถึงเรื่องราวของผู้คนบนผืนแผ่นดินไทยนี้นับตั้งแต่ล้านปีที่แล้ว รู้เรื่องสัตว์และพืชบนผืนแผ่นดินไทยในยุคน้ำแข็ง รู้เรื่องการเริ่มปลูกข้าว กินข้าว รู้เรื่องชุมชนหมู่บ้านจนกลายเป็นรัฐ (ไม่รวมถึงการพัฒนามาถึงความแตกแยกของคนไทยในปัจจุบัน) รู้เรื่องศาสนาที่บูชาผี รู้เรื่องพิธีศพเมื่อ 3000 ปีก่อน ตลอดจน อักษร ภาษาและวรรณคดี

อยากจะพาไปดูกระทู้ที่น่าสนใจอีกกระทู้หนึ่งคือ ที่นี่เมืองไทย ๒


ประเทศไทยตั้งอยู่ที่บริเวณตรงกลางของดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - วิกิพีเดีย ที่ประกอบด้วยผืนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะใหญ่น้อยมากมาย ซึ่งแต่เดิมเป็นแผ่นดินที่อยู่ติดกันเป็นแผ่นดินเดียวกันมานับล้านๆปีมาแล้ว ในปัจจุบันมีลักษณะภูมิศาสตร์ที่เกื้อกูลให้เกิดผลดี เนื่องจากมีแผ่นดินที่กว้างใหญ่ยาวยื่นลงไปทางใต้เป็นคาบสมุทร โดยมีทะเลขนาบทั้งสองด้าน คือทางด้านอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ทำให้เกิดเป็นศูนย์กลางการเกษตรกรรมและการค้า นับว่าโชคดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เป็นแผ่นดินมรดกจากบรรพบุรุษที่พวกเราคนไทยควรสมัครสมานสามัคคีร่วมกันจรรโลงไว้ด้วยความหวง

ลมมรสุมจากทะเลทั้งสองด้าน ทำให้เกิดการเดินเรือค้าขายกับเมืองต่างๆที่อยู่ห่างไกลออกไป ประเทศไทยของเราเป็นศูนย์กลางการค้าขายมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเป็นดินแดนที่เชื่อมต่อโลกตะวันออก ซึ่งได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และ หมู่เกาะต่างๆในแหลมมาลายู ดินแดนที่เชื่อมต่อโลกตะวันตก ได้แก่ อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์การค้ามาตั้งแต่สมัยโบราณ
ในยุคโบราณ ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในนามของดินแดนที่อยู่ใจกลางของ “แผ่นดินทอง” หรือที่เราเรียกว่าแหลมทอง ปโตเลมี (Ptolemy)  http://en.wikipedia.org/wiki/Ptolemy  นักดาราศาสตร์ชาวกรีกผู้มีชีวิตอยู่ในอเล็กซานเดรีย อียิปต์ มีชื่อเสียงในด้านการทำแผนที่ใน 3 ทวีป คือ ทวีปยุโรป อัฟริกา และ เอเชีย โดยเฉพาะอบ่างยิ่งแผนที่อย่างละเอียดบริเวณรอบๆทะเลเมดิเตอเรเนียน ได้ทำแผนที่เอชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมับโบราณไว้ราวปี พ.ศ. 1900 http://en.wikipedia.org/wiki/Ptolemy_world_map แผนที่เอชียบริเวณประเทศไทยเขียนเป็นภาษาละตินว่า Aurea Regio ซึ่งแปลว่าแผ่นดินทอง


แกราร์ด แมร์คาตัว (Gerard Mercator) (*1512 - †1594) http://en.wikipedia.org/wiki/Gerardus_Mercator
นักคณิตศาสตร์เชื้อสายเบลเยี่ยมได้วาดแผนที่เอชียไว้เมื่อปี พ.ศ.2173 นับว่าดินแดนสุวรรณภูมิเป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว


ราวปี พ.ศ.236 พระเจ้าอโศกมหาราช (ดูรูป) ได้ส่ง พระโสณะ และ พระอุตตระ พระเถระชาวอินเดีย เดินทางมาเผยแผ่พุทธศาสนาในแถบนี้ จนเจริญรุ่งเรือง (ดู  พุทธศาสนาในประเทศไทย - วิกิพีเดีย) ในบริเวณเริ่มแรกคือลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง หรือที่เป็นเมืองอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และต่อมาขยายขอบเขตกว้างขวาง มีประเทศรวมกันอยู่ในดินแดนส่วนนี้ทั้ง 7 ประเทศในปัจจุบัน ได้แก่ ไทย เมียนมาร์ ศรีลังกา เวียดนาม กัมพูชา ลาว และ มาเลเซีย ซึ่งสันนิษฐานว่ามีใจกลางอยู่ที่จังหวัดนครปฐมของไทย
15 ก.ย. 2551 17:47


ความคิดเห็นที่ 10 โดย สิง

1 ศอกจะเท่ากับ 50 เซนติเมตร
1 ศอกเท่ากับ 2 คืบ
1 คืบน่าจะเท่ากับ 25 เซนติเมตร หรือเปล่าครับ{#emotions_dlg.a2}

15 ก.ย. 2551 20:16


ความคิดเห็นที่ 11 โดย แขชนะ

ขอบคุณครับ ผมคิดเลขผิดไป ขึ้นไปแก้แล้วครับในความเห็นที่ 7

15 ก.ย. 2551 20:35


ความคิดเห็นที่ 16 โดย นิรันดร์

พอจำได้เรือนรางว่า
ตอนที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี ยศเส
ด้านหลังติดกันกับโรงพยาบาลหัวเฉียว
เดี๋ยวนี้ โรงพยาบาลหัวเฉียวยังอยู่ แต่
โรงเรียนของเราไม่อยู่แล้ว
ตอนเป็นนักเรียนเราจะต้องท่องว่า
โรงเรียนของเราชื่อ โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี
ตั้งอยู่ถนนบำรุงเมือง อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย
คุณครูใหญ่ชื่อคุณครูถนอมวงศ์ สิงหเสนี
.....
เมื่อคุณครูถนอมวงศ์จากไป ลูกของท่านคือ
คุณครูพวงเพชร  ติงศภัทิย์ ได้ดำเนินกิจการต่อ
หลังจากที่คุณครูพวงเพชร ท่านจากไป ลูกสาวท่าน
ชื่อพี่แดง(ขออภัยที่จำชื่อจริงท่านไม่ได้) ก็มาดำเนินกิจการต่อ
หลังจากนั้นไม่นาน โรงเรียนของผมก็มีอันต้องยุติไป
พี่แดง เป็นพี่สาวของ"เหลือง"นักฟุตบอลชื่อดัง
หรือ ดร.จุฑา ติงศภัทิย์ ขณะนี้ เป็นอาจารย์อยู่ที่คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดร.แขชนะ ยังมีรูปโรงเรียนของเราเก็บไว้บ้างหรือเปล่าครับ

16 ก.ย. 2551 23:12


ความคิดเห็นที่ 17 โดย แขชนะ


เนื่องจากสภาพภูมิประเทศแถบสุวรรณภูมินี้เป็นที่ราบกว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นศูนย์การการคมนาคมทางบกและทางทะเล (ถ้ารวมปัจจุบันก็จะมีทางอากาศด้วย) ทำให้ผู้คนในภูมิภาคนี้มีการติดต่อเคลื่อนย้ายถิ่นไปมา เป็นเหตุให้เกิดความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และด้วยความเชื่อทางศาสนาที่คล้ายคลึงกัน จึงเกิดความสัมพันธ์ฉันท์ "เครือญาติ" ทางการแต่งงานกัน โดยเป็นไปในทุกระดับชนชั้น ตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น พ่อขุนผาเมือง แห่งกรุงสุโขทัย (ดูรูป) ก็เป็น "ลูกเขย" กษัตริย์กัมพูชา และ มะกะโท (หรือ พระเจ้าฟ้ารั่ว - วิกิพีเดีย ) แห่งกรุงหงสาวดี ก็เป็น "ลูกเขย" พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย

ความสัมพันธ์ในลักษณะ "เครือญาติ" ทั้งทางสังคมและทางวัฒนธรรมของผู้คนในภูมิภาคนี้เอง เป็นสิ่งสำคัญในอันที่จะหล่อหลอมความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลกันให้เกิดสันติภาพอย่างมั่นคงและยั่งยืนนาน หากเราสร้างความเข้าใจให้แก่คนในภูมิภาคนี้ว่าแท้ที่จริงแล้วเราคือเครือญาติกันทั้งสิ้น ก็จะทำให้เกิดความสงบสันติได้ ไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน

เมื่อพูดถึงพระร่วง ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงสิ่งดีงามที่เตือนสติประชาชน นั้นคือสุภาษิตพระร่วง ซึ่งถ้าเราได้เอามาใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจกันในปัจจุบัน เราก็คงไม่ต้องทะเลาะกันจนวุ่นวายไปทั้งประเทศ ลองดูตัวอย่างนะครับว่าจะเข้ากับเหตุการณ์ของบ้านเมืองขณะนี้ได้มากน้อยเพียงใด..........

เมื่อน้อยให้เรียนวิชา   ให้หาสินเมื่อใหญ่  อย่าใฝ่เอาทรัพย์ท่าน   อย่าริร่านแก่ความ  เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า  หน้าศึกอย่านอนใจ  ไปเรือนท่านอย่านั่งนาน   การเรือนตนเร่งคิด   อย่านั่งชิดผู้ใหญ่   อย่าใฝ่สูงให้พ้นศักดิ์   ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง   สร้างกุศลอย่ารู้โรย  หว่านพืชจักเอาผล  เลี้ยงคนจักกินแรง   น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ   ที่ซุ้มเสือจงประหยัด  มีสินอย่าอวดมั่ง  ผู้เฒ่าสั่งจงจำความ   ครูบาสอนอย่าโกรธ  โทษตนผิดพึงรู้   อย่าขอของรักมิตร  ชอบชิดมักจางจาก  ภายในอย่านำออก   ภายนอกอย่านำเข้า   อาสาเจ้าจนตัวตาย  อาสานายจงพอแรง   ยอข้าเมื่อเสร็จกิจ   ยอมิตรเมื่อลับหลัง   อย่าขุดคนด้วยปาก  อย่าถากคนด้วยตา  อย่าพาผิดด้วยหู  อย่าเลียนครูเตือนด่า  อย่าริกล่าวคำคด  คนทรยศอย่าเชื่อ  อย่ามักง่ายมิดี  อย่าตีงูให้แก่กา  อย่ารักเหากว่าผม  อย่ารักลมกว่าน้ำ   อย่ารักถ้ำกว่าเรือน  อย่ารักเดือนกว่าตะวัน  

เห็นไหมครับ ผู้คนในประเทศไทยเราทุกวันนี้ทำอะไรตรงข้ามกับที่สุภาษิตได้กล่าวเตือนเกือบจะทั้งสิ้น บ้านเมืองจึงได้วุ่นวายไม่หยุดหย่อน

สุภาษิตพระร่วงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  "บัญญัติพระร่วง"  เป็นสุภาษิตที่เก่าแก่ สันนิษฐานกันว่าพ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้พระราชนิพนธ์  ได้รับการจดจำกันมาหลายชั่วคนแล้ว  เพิ่งมาบันทึกไว้เป็นหลักฐานครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่  3  หรือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์   โดยกวีในสมัยนั้นได้รวบรวมและแต่งเติมเสริมต่อให้ครบถ้วนแล้วจารึกไว้ที่ผนังวิหารด้านในทางทิศเหนือหน้ามหาเจดีย์ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  ราชวรมหาวิหาร  หรือวัดโพธิ์    ท่าเตียน     กรุงเทพฯ    เมื่อ พ.ศ. 2379     ต่อมาหอพระสมุดได้รวบรวมไว้ในหนังสือประชุมจารึกวัดพระเชตุพนฯ สุภาษิตพระร่วงแต่งเป็นร่ายสุภาพ   ตอนจบเป็นโคลงสี่สุภาพกระทู้  1  บท เริ่มด้วยพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัยทรงมุ่งหวังประโยชน์ในภายหน้า     จึงทรงบัญญัติสุภาษิตเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติประชาชน   มีสุภาษิต  ทั้งหมด  158 บท สุภาษิตพระร่วง  ดูเพิ่มเติม สุภาษิตพระร่วง

16 ก.ย. 2551 23:28


ความคิดเห็นที่ 18 โดย แขชนะ

ตอบอาจารย์นิรันดร์.....
ตอนเรียนชั้น ป.2 โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี แม่ซื้อกล้องถ่ายรูปตัวแรกให้ผม ยี่ห้อ KODAK ใช้ฟิล์มแบบม้วนใหญ่ ม้วนหนึ่งถ่ายได้ 15 รูป เวลาถ่ายรูปหนึ่งแล้วต้องเอามือหมุนปุ่มเลื่อนฟิล์มไปอีกรูปหนึ่ง ผมถ่ายรูปโรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนีไว้หลายรูป แต่ผมย้ายบ้านบ่อยมาก สูญหายไปก็ไม่น้อย แต่ก็พอมีเหลืออยู่บ้างครับ ตอนนี้ผมกำลังอยู่ระหว่างซ่อมแซมบ้าน ข้าวของยังไม่เป็นระเบียบ อีกไม่นานคงเรีบยร้อย แล้วจะหารูปเก่าๆมาให้ครับ นอกจากรูปโรงเรียนแล้วยังมีรูปเพื่อนๆสมัย ป.1-ป.4 เช่น รูปพรทิพย์ (ปัจจุบันเป็นผอ.ฝ่ายจัดซื้อที่ ปตท), นิตยา ที่บ้านขายแหแถวมหานาค รูปศรีสมพร (ขนตางอนๆ เรียนต่อที่ รร.วัดพลับพลาชัย) ที่คุณพ่อทำงานโรงไฟฟ้าของโรงหนังเฉลิมเขตร์ และอีกหลายๆคน

16 ก.ย. 2551 23:41


ความคิดเห็นที่ 20 โดย นิรันดร์

การยึดพื้นที่กลางถนนที่ปราศจากความรุนแรง
แต่เป็นการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม
เป็นเรื่องปกติของสังคมไทย

17 ก.ย. 2551 00:06


ความคิดเห็นที่ 21 โดย นิรันดร์

จุดหมายเดียวกัน แต่ทำบนพื้นที่ส่วนตัว
ทายสิครับว่ารูปบนทำที่ไหน และรูปนี้ทำที่ไหน

17 ก.ย. 2551 00:14


ความคิดเห็นที่ 22 โดย แขชนะ

ผมพยายามปรับ contrast ของรูปแรกเพื่อให้เห็นรายละเอียดด้านหลัง ก็ยังมองไม่ชัด ที่แน่ๆ จะต้องเป็นกลางแจ้งบริเวณกว้าง ด้านหลังมีต้นไม้ใหญ่หลายต้นที่สามารถเอาไฟราวจำนวนมากมาประดับ จะเป็นสนามหลวงก็ไม่ใช่เพราะพื้นเป็นคอนกรีต ถ้าเป็นสนามหลวงจะเป็นพื้นหญ้า น่าจะคล้ายๆแถวๆ ลานพระรูปทรงม้า และยังมีที่จอดรถด้วย ส่วนภาพที่สองน่าจะเป็นที่ศาลท่านท้าวมหาพรหม แถวๆราชประสงค์ ไม่ได้ไปนานแล้วตั้งแต่ท่านท้าวองค์เดิมถูกทุบไป

17 ก.ย. 2551 00:41


ความคิดเห็นที่ 23 โดย นิรันดร์

ขออภัยที่รูปผมดูจะขัดกับข้อความของ ดร.แขชนะไปสักหน่อย

เมื่อได้อ่านสุภาษิตพระร่วง ผมก็พาลนึกถึงกาพย์พระไชยสุริยา
ของมหากวีสุนทรภู่ นอกจากจะเป็นแบบฉบับของมาตราตัวสะกดแล้ว
ยังเป็นการสอนการแต่งคำประพันธ์ประเภทกาพย์หลายชนิด
ทั้งยังสอนเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมให้กับเด็กไปด้วย
แทรกในหนังสือเรียนชื่อ"มูลบทบรรพกิจ"
ขอยกมาสักบทหนึ่งว่า


แม่กบ


ขึ้นกบจบแม่กด            พระดาบสบูชากูณฑ์
ผาสุกรุกขมูล              พูนสวัสดิ์สัตถาวร
ระงับหลับเนตรนิ่ง         เององค์อิงพิงสิงขร
เหมือนกับหลับสนิทนอน  สังวรศีลอภิญญาณ
บำเพ็งเล็งเห็นจบ         พื้นพิภพจบจักรวาล
สวรรค์ชั้นวิมาน            ท่านเห็นแจ้งแหล่งโลกา
เข้าฌาณนานนับเดือน    ไม่เขยื้อนเคลื่อนกายา
จำศีลกินวาตา             เป็นผาสุกทุกเดือนปี
วันนั้นครั้นเดินไหว        เกิดเหตุใหญ่ในปฐพี
เล็งดูรู้คดี                  กาลกิณีสี่ประการ
ประกอบชอบเป็นผิด      กลับจริตผิดโบราณ
สามัญอันธพาล           ผลาญคนซื่อถือสัตย์ธรรม์
ลูกศิษย์คิดล้างครู         ลูกไม่รู้คุณพ่อมัน
ส่อเสียดเบียดเบียนกัน    ลอบฆ่าฟันคือตัณหา
โลภลาภบาปบ่คิด        โจทย์จับผิดริษยา
อุระพสุธา                  ป่วนเป็นบ้าฟ้าบดบัง
บรรดาสามัญสัตว์         เกิดวิบัติปัตติปาปัง
ไตรยุคทุกขตะรัง          สังวัจฉระอวสาน ฯ

จะเห็นว่า นั่งกินลม(วาตา)ก็ไม่ได้ท้อง แล้วยังมีอิทธิ์ฤทธิ์ในการหยั่งรู้ด้วย
17 ก.ย. 2551 00:44


ความคิดเห็นที่ 24 โดย นิรันดร์

ขึ้นมาตรงกลาง(แม่กด)คนอ่านที่ไม่มีพื้นมาก่อนอาจจะงงงง
ขอย้อนเล่ากลับไปสักนิดว่า
กาพย์พระไชยสุริยานี้ ท่านสุนทรภู่แต่เริ่มมาตั้งแต่มาตราตัวสะกด
แม่ ก กา แม่ กน แม่ กง กก กด กบ กม เกย
เป็นเรื่องราวของเมืองสาวัตถี ที่พระราชามีนามว่าพระไชยสุริยา
บ้านเมืองก็สงบร่มเย็นดี จนกระทั่งมีเหตุจากข้าราชการเกิดทุจริตคอรับชั่น
ทำให้บ้านเมืองวิบัติไป
ลองอ่านดูนะครับว่า สุนทรภู่ท่านแต่ไว้เมื่อสองร้อยปีก่อน
แล้วเทียบกับบ้านเมืองในวันนี้

ยานี ๑๑ แม่ก กา


สาธุสะจะขอไหว้      พระศรีไตรสรนา
พ่อแม่แลครูบา        เทวดาในราศี
ข้าเจ้าเอา ก ข        เข้ามาต่อ ก กา มี
แก้ไขในเท่านี้         ดีมิดีอย่าตรีชา
จะร่ำคำต่อไป         พอฬ่อใจกุมารา
ธรณีมีราชา           เจ้าพาราสาวะถี
ชื่อพระไชยสุริยา      มีสุดามะเหษี
ชื่อว่าสุมาลี           อยู่บูรีไม่มีไภย
ข้าเฝ้าเหล่าเสนา     มีกริยาอะฌาไสรย์
พ่อค้ามาแต่ไกล      ได้อาศัยในพารา
ไพร่ฟ้าประชาชี       ชาวบูรีก็ปรีดา
ทำไร่เขาไถนา       ได้เข้าปลาแลสาลี
อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า       ก็หาเยาวนารี
ที่หน้าตาดีดี          ทำมโหรีที่เคหา
ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ       เข้าแต่หอล่อกามา
หาได้ให้ภริยา        โลโภพาให้บ้าใจ
ไม่จำคำพระเจ้า      เหไปเข้าภาษาไสย์
ถือดีมีข้าไท          ฉ้อแต่ไพร่ใส่ขื่อคา
คะดีที่มีคู่             คือไก่หมูเจ้าสุภา
ใครเอาเข้าปลามา    ให้สุภาก็ว่าดี
ที่แพ้แก้ชนะ         ไม่ถือพระประเวณี
ขี้ฉ้อก็ได้ดี           ไล่ด่าตีมีอาญา
ที่ซื่อถือพระเจ้า      ว่าโง่เง่าเต่าปูปลา
ผู้เฒ่าเหล่าเมธา      ว่าใบ้บ้าสาระยำ
ภิกษุสะมะณะ        เล่าก็ละพระสะธำ
คาถาว่าลำนำ       ไปเร่ร่ำทำเฉโก
ไม่จำคำผู้ใหญ่       ศีรษะไม้ใจโยโส
ที่ดีมีอะโข           ข้าขอโมทนาไป
พาราสาวะถี         ใครไม่มีปราณีใคร
ดุดื้อถือแต่ใจ        ที่ใครได้ใส่เอาพอ
ผู้ที่มีฝีมือ            ทำดุดื้อไม่ซื้อขอ
ใล่คว้าผ้าที่คอ       อะไรล่อก็เอาไป
ข้าเฝ้าเหล่าเสนา     มิได้ว่าหมู่ข้าไทย
ถือน้ำร่ำเข้าไป       แต่น้ำใจไม่นำพา
หาได้ใครหาเอา     ไพร่ฟ้าเศร้าเปล่าอุรา
ผู้ที่มีอาญา          ไล่ตีด่าไม่ปราณี
ผีป่ามากระทำ        มรณะกำเชาบูรี
น้ำป่าเข้าธานี        ก็ไม่มีที่อาไศรย์
ข้าเฝ้าเหล่าเสนา    หนีไปหาพาราไกล
ชีบาล่าลี้ไป         ไม่มีใครในธานี ฯ
17 ก.ย. 2551 01:04


ความคิดเห็นที่ 25 โดย นิรันดร์

ทายได้แม่นจริง ๆ ครับ
เป็นการรำแก้บนสมเด็จพระปิยมหาราช(พระบรมรูปทรงม้า)
แต่ผมมิบังอาจเรียกท่านอย่างที่บางคนที่ไปแก้บนเรียกหรอกนะครับ
เวลากลางคืนโดยเฉพาะวันอังคาร ที่ลานพระราชวังดุสิตจะคลาคล่ำด้วยผู้คน

ผมว่านิสัยบน(ติดสินบน)นี่แหละที่ทำให้บ้านเมืองเราเจริญยาก
แต่ก็เป็นนิสัยที่ติดมาแต่โบราณ เมื่ออ่านกาพย์ข้างบนก็คงเห็นว่า
แต่ก่อนนั้น ติดสินบนกันด้วย
"อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า   ก็หาเยาวนารี 
ที่หน้าตาดีดี       ทำมโหรีที่เคหา
ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ    เข้าแต่หอฬ่อกามา..."
หรือ
"ใครเอาเข้า(ข้าว)ปลามา ให้สุภาก็ว่าดี"

17 ก.ย. 2551 01:14


ความคิดเห็นที่ 26 โดย แขชนะ

เราคงเคยได้ยินคำกล่าวกันอยู่บ่อยๆว่า "ประวัติศาสตร์ย่อมซ้ำรอย" สิ่งเลวร้ายใดที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต หากเราหลงลืมไป สันดานของมนุษย์ที่ยังมีความโลภ โกรธ หลง ก็ยังทำให้ผู้คนทำเรื่องเลวร้ายขึ้นมาได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังนั้นหากเราศึกษาประวัติศาสตร์ดีๆ เราจะพบว่าเราจะได้บทเรียนดีๆที่จะคอยสอน คอยเตือนเราไม่ให้หลงทางไปในทางที่ก่อให้เกิดความวิบัติเช่นในอดีตได้

ประวัติศาสตร์ชาติไทยของเราบอกให้เรารู้ว่า แต่ละช่วงแต่ละยุคสมัยตั้งแต่สุโขทัยมาจนปัจจุบันนี้ บ้านเมืองของเราไม่ได้มีความสงบสุขเสมอไป ดังที่เราคงทราบจากที่เล่าเรียนมา หรือจากสื่อต่างๆ เช่น ภาพยนต์เรื่อง "สุริโยไท" หรือ "ตำนานพระนเรศวร" หรือ เรื่องราวอิงประวัติศาสตร์อื่นๆ

ยุคสมัยของกรุงศรีอยุธยาตลอดระยะเวลา 417 ปี มีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ทั้งดี ทั้งร้าย สิ่งดีงามหลายอย่างได้รับการพัฒนาสืบต่อเป็นวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามมาจนปัจจุบัน ตัวอย่างสิ่งเลวร้ายต่างๆ เช่น ความไม่สมัครสมานสามัคคีของคนในชาติจะพาให้ประเทศล่มสลาย ก็มีให้ดูไม่น้อย

ผมใคร่ขอแนะนำให้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา ที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สอนใจให้เรารักในความเป็นไทย สอนให้รู้ถึงคุณค่าของวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามที่มีมาแต่โบราณ และที่สุดคือสอนให้เรารู้ถึงคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างสมัครสมานสามัคคี ที่จะดำรงความเป็นชาติไทยไปอีกนานแสนนาน


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา สร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโบราณวัตถุที่พบจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2500 ทรงมีพระราชปรารภกับรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ และอธิบดีกรมศิลปากรในสมัยนั้นว่า

โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุที่พบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะนี้ สมควรจะได้มีพิพิธภัณฑสถานเก็บรักษา และตั้งแสดงให้ประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยานี้ หาควรนำไปเก็บรักษา และตั้งแสดง ณ ที่อื่นไม่

กรมศิลปากรจึงได้สร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ขึ้นเพื่อเก็บรักษาจัดแสดงโบราณวัตถุที่พบจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ และโบราณวัตถุพบในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อาคารก่อสร้างด้วยเงินบริจาคจากประชาชน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระนามสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ผู้ทรงสร้างพระปรางค์วัดราชบูรณะเป็นนามพิพิธภัณฑ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2504

โบราณวัตถุที่สำคัญ อาทิ พระแสงดาบทองคำ ขนาด ยาว 115 ซม. กว้าง 5.5 สมัยอยุธยา ได้จากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ พระเต้าทักษิโณทกทองคำ ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.7 ซม. สูง 18.5 ซม. สมัยอยุธยา ได้จากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ ช้างทรงเครื่องทองคำ ขนาด ยาว 15.5 ซม. สูง 12 ซม. สมัยอยุธยา ได้จากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ

นอกจากนี้จัดแสดงในลักษณะของพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในแหล่งอนุสรณ์สถาน คือ จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่พบในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจากการขุดแต่งบูรณะโบราณสถาน ซึ่งจัดแสดง 3 อาคาร ซึ่งได้จัดแสดง เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องถ้วย เงินตรา จัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุที่พบในประเทศไทยตั้งแต่สมัยทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี เชียงแสน สุโขทัย อู่ทอง อยุธยา รัตนโกสินทร์ เพื่อใช้ในการศึกษาเปรียบเทียบ ฯลฯ

การให้บริการ 1.ให้บริการบรรยายนำชมแก่ สถานศึกษา โรงเรียน สถาบันต่างๆ ทั้งในและนอกสถานที่ 2.ให้บริการจำหน่ายหนังสือ โปสการ์ด สิ่งพิมพ์ และของที่ระลึก เวลาทำการ 9.00-16.00 น. เปิด วันพุธ-วันอาทิตย์ ปิด วันจันทร์-วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์

ค่าธรรมเนียม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ถนนโรจนะ พระนครศรีอยุธยา 13000 โทรศัพท์ : แฟกซ์ 0-3524-1587

17 ก.ย. 2551 02:06


ความคิดเห็นที่ 27 โดย นิรันดร์

ต่อความเห็นที่ 22 ของดร.แขชนะ หลังจากที่องค์พระพรหมถูกทุบเสียหาย ได้มีการนำรูปพระพรหมมาประดิษฐานแทนรูปปั้น และก็ยังมีคนมากราบไหว้บูชา แต่จะดูบางตาลงไปบ้างเหมือนกัน
17 ก.ย. 2551 11:31


ความคิดเห็นที่ 28 โดย แขชนะ

การที่ผู้คนมากราบไหว้แลดูบางตาลง อาจเป็นเพราะท่านท้าวมหาพรหมอยู่ในช่วง "ขาลง" หรือเปล่าครับ (ดูรูป)

17 ก.ย. 2551 11:41

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น